โครงการวิจัย พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษตามมติครม. วันที่ 3 สิงหาคม 2553

วันที่ 3 สิงหาคม 2553
ช่วงปี พ.ศ. 2555 – 2556

แหล่งงบประมาณ: กระทรวงวัฒนธรรม

นักวิจัย ดร. มาลี สิทธิเกรียงไกร

พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ เป็นแนวทางการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล และกลุ่มชาวพันธุ์กะเหรี่ยง กรณีนี้จะกล่าวถึงพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ตามมติครม. วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 โดยได้ประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษนำร่องใน 4 พื้นที่ คือ 1.บ้านห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 2.บ้านมอวาคี อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ 3. บ้านเลตองคุ อ.อุ้มผาง จ.ตาก 4. ต.ไล่โว้ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งภายหลังการประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษนี้ ชาวกะเหรี่ยงต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่รัฐไทยได้ให้ความสนใจฟื้นฟูวิถีชาวกะเหรี่ยง อย่างไรก็ตาม พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษยังขาดแนวนโยบายการพัฒนาที่ชัดเจน หากเทียบกับเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ

ในปีพ.ศ. 2555-2556 ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์ฯได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อศึกษาการจัดการชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ 2 ชุมชน คือ บ้านห้วยหินลาดใน และบ้านมอวาคี โดยมุ่งหวังว่าจะนำไปสู่การพัฒนาแนวทางและนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษที่ชัดเจนมากขึ้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research)

พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ กรณีบ้านห้วยหินลาดใน

ชาวกะเหรี่ยง(ปกาเกอะญอ) บ้านห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เป็นชุมชนที่ได้พัฒนาสิทธิชุมชนให้เหมาะกับเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป ร่วมร้อยกว่าปีของการอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยภูมิปัญญาที่เน้นการพึ่งพิงและการเคารพต่อธรรมชาติดังคำสอนที่ว่า “ออ ที เกอะ ตอ ที ดื่มน้ำให้รักษาน้ำ เอาะ ก่อ เกอะ ตอ ก่อ อยู่กับป่ารักษาป่า” วิถีการดำเนินชีวิตดังกล่าวนี้ได้เริ่มสั่นคลอนเมื่อภาครัฐใช้มาตรการกฎหมายควบคุมจัดการพื้นที่ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ โดยประกาศให้พื้นที่นี้เป็นเขตป่าสงวนในปีพ.ศ. 2525 และเตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติดอยขุนแจทับซ้อนอีกในปี พ.ศ. 2535 พร้อมกับข่าวการอพยพผู้คนออกจากป่าของรัฐ ภายใต้แนวคิดว่า คนอยู่กับป่าไม่ได้ ชาวปกาเกอะญอ บ้านห้วยหินลาดในมีความกังวลว่า หากปล่อยให้การพัฒนาและยินยอมให้รัฐเข้ามาควบคุมทรัพยากรอย่างปราศจากการมีส่วนร่วมของพวกเขานั้น ในไม่ช้าชุมชนแห่งนี้ก็จะสูญเสียศักยภาพในการจัดการตนเอง ระบบคุณค่าและความสัมพันธ์ตามวิถีปกาเกอะญอก็จะไร้คุณค่า ลูกหลานจะห่างไกลจากความเป็นปกาเกอะญอ ไปสู่การเป็นคนเมืองที่ทันสมัยแต่ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พวกเขาจึงเริ่มหาข้อมูล ประสานงานกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งนักวิชากรเพื่อยืนหยัดสิทธิการอยู่อาศัยและการมาส่วนร่วมการพัฒนาในท้องถิ่นดั้งเดิม อักทั้งพิสูจน์ให้เห็นว่า ปากาเกอะญอมิใช่ผู้ทำลายป่า แต่เป็นผู้อาศัยอยู่ร่วมกับป่าและทรัพยากรธรรมชาติ นั้นคือการที่ชาวบ้านปฏิเสธการทำเกษตรเชิงเดี่ยว แต่ทำไร่หมุนเวียน ทำสวนชา เก็บของป่า ผึ่งป่าและเลี้ยงผึ้งโพรง รวมไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ของชุมชนมีการจัดตั้งกองทุนดูแลรักษาป่า ซึ่งล้วนผ่านการพูดคุยปรึกษาหารือกันระหว่างผู้นำ ผู้อาวุโส เยาวชน การหารือเช่นนี้ทำให้ทุกคนในชุมชนได้ทราบกติกา กฎเกณฑ์ของการอยู่และใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน

ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกคือ ชุมชนแห่งนี้ไม่มีหนี้สิน ปฏิเสธกองทุนเงินล้าน ปฏิเสธการเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว แต่ยินดีที่จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ กระทั่งได้กลายเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันวิชาการ องค์กรชุมชนทั่วทั้งประเทศ ผลความสำเร็จของการยืนหยัดสิทธิชุมชนทำให้ชุมชนแห่งนี้ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวถึง 2 ครั้ง (พ.ศ.2542 และ 2548) รางวัลหมู่บ้านประชาธิปไตยดีเด่น ในปีพ.ศ. 2535 รางวัลชุมชนรูปธรรมในการจัดการทรัพยากร จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี พ.ศ. 2548 และล่าสุด คือพื้นที่นำร่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ตามมติครม. วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ผู้นำชุมชนคือ พะตีปรีชา ศิริ ยังได้รับเหรียญวีรบุรุษปกป้องผืนป่า จากองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556 พร้อมทั้งประกาศให้บ้านห้วยหินลาดในเป็นหมู่บ้านต้นแบบอนุรักษ์ป่าไม้ในภูมิภาคเอเชีย

รางวัลเหล่านี้ยืนยันว่า ชุมชนแห่งนี้มีรูปธรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตามระบบคุณค่าวัฒนธรรมชาติพันธุ์ตนเอง แต่ในทางกฎหมายกลับพบว่าชุมชนแห่งนี้ยังถูกควบคุมด้วยระเบียบกฎหมายป่าไม้เหมือนเดิม แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งฉบับพ.ศ. 2540 และ 2550 จะกล่าวถึงสิทธิชุมชน ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะนำสิ่งที่กล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญไปสู่การปฏิบัติแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ชาวปกาเกอะญอบ้านห้วยหินลาดในตระหนักดีว่า การแก้ไขกฎหมายต้องใช้เวลานาน พวกเขาไม่ควรจะเป็นฝ่ายรอราชการ แต่ควรจะลุกขึ้นมาแสดงให้สังคมรับรู้ว่า พวกเขานั้นได้มีระบบการดูแลจัดการปกป้อง คุ้มครอง พื้นที่ชุมชนจำนวน 22,921 ไร่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ที่สาธารณะ พื้นที่ป่าอย่างมีส่วนร่วม โดยได้ร่วมกับชาวปกาเกอะญอใกล้เคียง ได้แก่ บ้านห้วยหินลาดนอก บ้านผาเยือง จัดวันสถาปนาสิทธิชุมชนพร้อมทั้งประกาศสิทธิชุมชนจัดการวิถีชีวิตตนเอง ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ กรณีบ้านมอวาคี

ชุมชนแห่งนี้มีความกังวลว่าวิถีปกาเกอะญอ จะสูญหายไปพร้อมกับการศึกษาสมัยใหม่ผู้อาวุโสและชาวบ้านจึงได้เข้าร่วมจัดการศึกษาให้แก่เยาวชนตนเอง จนทำให้พื้นที่นี้ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่นำร่องแห่งหนึ่ง ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ให้เป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ

การจัดการเรียนการสอนสองวัฒนธรรมมาจากความห่วงใยของผู้อาวุโสที่เกรงว่าบุตรหลานจะหลงลืมวัฒนธรรมตนเอง แม้ว่าพวกตนต้องการให้คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้โลกภายนอกด้วย แต่ก็ไม่ต้องการให้พวกเขาหลงลืมวัฒนธรรมตนเอง ผู้อาวุโสเหล่านี้จึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนหลังจากที่โรงเรียนได้เปิดดำเนินการไปได้ 2 – 3 ปี การเรียนรู้สองวัฒนธรรมนี้ ได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาการเรียนการสอนวิถีปกาเกอะญอหลายครั้ง จนกระทั่งมีเนื้อหาบทเรียนเกี่ยวกับชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เช่น นิทาน ธา การรำดาบ เครื่องดนตรีเตหน่า พืช ผัก สมุนไพร การจัดสาน การทอผ้า การสอนวิชาเหล่านี้ใช้ภาษาปกาเกอะญอ ในการสื่อสาร และเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ โดยจะมีผู้อาวุโสหรือผู้มีความชำนาญในเรื่องนั้นหรือที่เรียกว่าครูผู้รู้ แต่เด็กนักเรียนจะเรียกว่า พะตี (ในกรณีที่เป็นผู้ชาย) หมื่อก่า (ในกรณีที่เป็นผู้หญิง) ประมาณ 3-4 คน เวียนกันมาสอนในช่วงวันศุกร์บางครั้งได้พานักเรียนออกไปเรียนในป่า สวน และไร่ข้าว ทำให้เด็กมีความเพลิดเพลินกับการเรียน พะตียังสอนภาษาลิวาด้วย การสอนนี้จะไม่มีการใช้ตัวภาษาไทยเข้าไปแทนตัวอักษรลิวา พะตีจะสอนเด็กๆ เหมือนกับที่ตนเองได้เคยเรียนรู้มาจากพ่อแม่ และผู้รู้ในอดีต นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่หรือครูอีก 3 คน เป็นคนท้องถิ่น พูดภาษาปกาเกอะญอ ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี การสอนของพะตี หมื่อก่ากับครูเข้าร่วมชั้นด้วย เพื่อช่วยอธิบายเนื้อหาให้ง่ายขึ้นรวมทั้งยังช่วยดูแลเด็กๆ เนื่องจากพะตีและหมื่อก่าอายุมากแล้ว อาจไม่ได้สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่งถึง การเข้าร่วมชั้นเรียนของครูนี้เป็นการตอกย้ำความเป็นวิถีปกาเกอะญอให้แก่ครูมากขึ้น เช่น การใช้ตัวอักษรลิวา ในการเขียนภาษาปกาเกอะญอ ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี เป็นต้น ในวิชาแกนกลาง ครูทั้งสามใช้ภาษาปกาเกอะญอที่เป็นภาษาแม่อธิบายบทเรียนด้วย ช่วยให้นักเรียนชั้นเด็กเล็กที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาไทยมาก่อนเข้าใจบทเรียนต่างๆ ได้เร็วขึ้น

โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตและประเพณีวัฒนธรรม ดังนั้นจึงสนับสนุนให้เด็กไปช่วยพ่อแม่ปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวในไร่นา หรือหยุดเรียนไปร่วมพิธีกรรมที่สำคัญของชุมชน ขณะเดียวกัน เมื่อโรงเรียนมีกิจกรรมพิเศษเช่น การแสดงของนักเรียน พ่อแม่ก็มักจะนั่งเฝ้าดูการแสดงบุตรหลานตนเอง หรือช่วยเตรียมอาหารให้แก่คณะ องค์กรที่มาเยี่ยมโรงเรียนและชุมชน

ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวชุมชนและโรงเรียน จึงเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตรท้องถิ่นที่เน้นวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แยกออกจากกัน แต่รวมกันเป็นหนึ่งในการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมเพื่อเตรียมเยาวชนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะลำพังการสอนหลักสูตรท้องถิ่นในห้องเรียนเท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการสร้างสำนักความเป็นท้องถิ่นที่ทำให้นักเรียนเข้าใจตนเอง และเกิดความภาคภูมิในชาติพันธุ์ตนเอง

ข้อจำกัดและท้าทายแนวนโยบายพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ

การประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษขึ้นมาจากรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญต่อมติ ครม. นี้ได้เยี่ยมหมู่บ้านกะเหรี่ยงทางตะวันตกและพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงทางตะวันตก และพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงยังมีการรักษาวัฒนธรรมอย่างเข้มแข็ง มีวัฒนธรรมที่สวยงาม ผู้คนมีน้ำใจ จึงสมควรยิ่งที่จะรักษาวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จึงเป็นที่มาของการประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษซึ่งไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะให้มีลักษณะอย่างไร ที่สำคัญ คือ พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิทางวัฒนธรรมหรือไม่อย่างไรหรือพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษจะเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิชุมชน มีความเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่ออกมาก่อนหน้านี้อย่างไร จึงทำให้พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษนี้ขาดกลไก ขาดสถาบันรองรับ และเนื่องจากความไม่ชัดเจนจึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้นำมติครม. นี้ไปใช้จะขัดต่อกฎหมายที่มีอยู่เดิมอย่างไร นอกจากนี้มติครม. นี้ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการนำมติครม. นี้ไปปฏิบัติ โดยหน่วยงานราชการบางแห่งให้ข้อคิดเห็นว่ามติครม. นี้ไม่มีสถานะทางกฎหมาย จึงมีข้อจำกัดในการนำไปปฏิบัติตาม

อย่างไรก็ตาม จากกรณีตัวอย่างข้างต้น 2 หมู่บ้านจะเห็นว่า มีความแตกต่างจากจินตนาการของฝ่ายนโยบายที่มีทัศนะต่อวัฒนธรรมชาติพันธุ์ว่า เป็นสิ่งที่เรียบง่าย แบ่งปัน ช่วยเหลือกัน ทั้งหมู่บ้านห้วยหินลาดใน และหมู่บ้านมาวาคี ต่างพยายามยืนยันสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร และการจัดการศึกษา แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จะได้กล่าวถึงสิทธิชุมชนไว้ ก็ตาม แต่หมู่บ้านเหล่านี้ก็ไม่ได้รับรองสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ การจะทำให้พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ มีความเข้มแข็งได้นั้น การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งการคืนสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิด้านการศึกษา สิทธิการดำรงอยู่ภายใต้วัฒนธรรมท้องถิ่นให้แก่ชุมชน นั้นเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องลดทอนอำนาจส่วนกลาง เช่น กฎระเบียบต่างๆ ให้ชุมชนท้องถิ่น เป็นผู้ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับท้องถิ่นตนเองตามหลักการสิทธิชุมชนที่ได้กล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 ชุมชนมีระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพิง ธรรมชาติแต่มีการดัดแปลง ประยุกต์ให้เหมาะสมซึ่งคงไม่สามารถดำเนินการเองได้ และจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอก แต่การพึ่งพารูปแบบใดเล่าที่จะทำให้พวกเขามี “ความเป็นอิสระ” ในระดับหนึ่งที่เอื้อให้สามารถจัดการชุมชนของตนเองได้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับชาวปกาเกอะญอ และสำหรับชุมชน ชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ต้องการรักษาประเพณีวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตนเอง กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชุมชน ชาติพันธุ์ควรจะกำหนดความสัมพันธ์กับเงื่อนไขจากภายนอกอย่างไร ชาวปกาเกอะญอ ทั้ง 2 ชุมชนได้ใช้ “สิทธิทางวัฒนธรรม” ของพวกเขาและได้ลงมือปฏิบัติโดยที่ไม่ได้ปฏิเสธความรู้สมัยใหม่ หรือวัฒนธรรมไทย แต่มีการเลือกที่จะรับ และปฏิเสธสิ่งที่มาจากภายนอก และดำรงวิถีวัฒนธรรมของพวกเขาเป็นหลัก สิ่งที่เป็นความหวังของพวกเขาก็คือ การอยู่รอดของวิถีชาติพันธุ์ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก และการยอมรับใน “สิทธิทางวัฒนธรรม” จากสังคมและรัฐไทย