โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาติพันธุ์แบบมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่

แหล่งงบประมาณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

นักวิจัย 1.ดร.มาลี สิทธิเกรียงไกร (หัวหน้าโครงการ)  2.ดร.ประสิทธิ์ ลีปรีชา 3.ดร.ปนัดดา บุณยสาระนัย

ที่ปรึกษา ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ

“มือเจะคี” เป็นภาษาปกาเกอะญอ (คำว่า “มือเจะ” แปลว่าน้ำแม่แจ่ม ส่วนคำว่า “คี” แปลว่าขุนห้วย ขุนต้น ต้นน้ำ) หมายถึง บริเวณที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำแม่แจ่ม เป็นพื้นที่ป่าเขาที่มีสายน้ำหรือลำห้วยต่างๆ ประกอบกันเป็นลำน้ำแม่แจ่ม ไหลลงสู่ผ่านตัวอำเภอแม่แจ่ม และลงสู่แม่น้ำปิง ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของ 3 กลุ่มชาติพันธุ์คือ กะเหรี่ยงหรือปากาเกอะญอ ม้ง และลีซู ชาวปกาเกอะญอ ส่วนใหญ่ได้อาศัยพื้นที่ป่าในการทำไร่หมุนเวียน และพื้นที่ราบริมลำห้วย ทำนาขั้นบันได ส่วนม้งและลีซู โดยส่วนใหญ่จะปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อขาย ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งคือ เป็นพื้นที่ภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าไม้
เบญจพรรณ โดยมีป่าสนสองใบและสนสามใบ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 151,250 ไร่ นับได้ว่าเป็นป่าสนธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ในปีพ.ศ.2552 ราชการได้ประกาศ แยกพื้นที่มือเจะคี จำนวน 3 ตำบล คือ ตำบลบ้านจันทร์ ตำบลแจ่มหลวงและตำบลแม่แดด จากอำเภอแม่แจ่มมาจัดตั้ง เป็นอำเภอใหม่ชื่อ อำเภอกัลยาณิวัฒนาขณะที่ราชการมีจินตนาการว่า อำเภอแห่งใหม่จะต้องมีลักษณะบางประการที่เป็นอำเภอต้นแบบ เช่น ต้องการสร้างศูนย์ราชการขนาดใหญ่เพื่อก่อสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอและอื่นๆ ที่สะท้อนอัตลักษณ์บางประการของพื้นที่และมีการจัดวางผังเมืองเปลี่ยนจากหมู่บ้านบนพื้นที่สูงของชาติพันธุ์ให้เป็นชุมชนเมือง ที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการตัดถนน และเส้นทางจักรยาน รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่นักท่องเที่ยวสามารถจะชื่นชมกับธรรมชาติและมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประเพณีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทยส่วนใหญ่ การพัฒนาเช่นนี้ได้สร้างความกังวลต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ก่อนแล้วเกี่ยวกับอัตลักษณ์และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนาคณะสังคมศาสตร์ ได้ดำเนินโครงการ การศึกษาวิจัยเรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาติพันธุ์ : กรณีศึกษาอำเภอกัลยาณิวัฒนา ซึ่งแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 เป็นการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานระดับครัวเรือนใน 3 ตำบล ในอำเภอ กัลยาณิวัฒนาในด้าน ก) การใช้ประโยชน์จากที่ดิน ข) องค์ประกอบและลักษณะการทางเศรษฐกิจสังคมของประชากร และวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนระหว่างการเปลี่ยนแปลงชุมชนท้องถิ่นเป็นอำเภอกัลยาณิวัฒนา รวมทั้งการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างชุมชนกับหน่วยงานราชการเกี่ยวกับ
ทิศทางการพัฒนาอำเภอกัลยาณิวัฒนาไปสู่อำเภอต้นแบบภายใต้แนวคิดพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ

คณะผู้วิจัยได้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบต่างๆ อันได้แก่ การสำรวจครัวเรือน จำนวน 1,179 ครัวเรือน เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านประชากร สังคม เศรษฐกิจ และ การใช้ประโยชน์จากที่ดิน และยังได้ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เช่นแกนนำสภาแอะมือเจะคี ประธานเครือข่ายลุ่มแม่น้ำแม่แจ่มตอนบน นายก รองนายก และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และ ข้าราชการท้องถิ่น กลุ่มสตรี และชาวบ้านทั่วไป เนื่องจากประชากรพื้นที่นี้เป็นชาวกาเกอะญอ ประมาณร้อยละ 95 และองค์กรชุมชนที่มีบทบาทเคลื่อนไหว และติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็เป็นชาว ปกาเกอะญอ คณะผู้วัยจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มชาติพันธุ์นี้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคณะผู้วิจัยละเลยการเก็บข้อมูลจากกลุ่ม ชาติพันธุ์อีกสองกลุ่ม ซึ่งพอจะสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

ก. วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 3 กลุ่มได้แก่ กะเหรี่ยง ม้ง และลีซู พบว่า มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ กะเหรี่ยงส่วนใหญ่ยังคงมีวิถีชีวิตตามภูมิปัญญาดั้งเดิม คือ การทำไร่หมุนเวียน ขณะที่ม้ง และลีซูได้เปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น สตรอเบอร์รี่ กะหล่ำปลี และไม้เมืองหนาว ตามแนวโครงการพระราชดำริ ทั้งสามกลุ่มชาติพันธุ์ไม่พบการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์แต่ก็มิได้มีปัญหาหรือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแต่อย่างใด ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ได้อาศัยอยู่ที่นี่มามากกว่า 100 ปี หรือก่อนการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติในปี พ.ศ.2517 ส่วนลีซูและม้งอาศัยอยู่ที่นี่ประมาณ 50 กว่าปีที่ผ่านมา

ความทันสมัยได้มาสู่พื้นที่โดยเริ่มต้นจากศาสนาคริสต์ได้เผยแพร่มาที่บ้าน หนองเจ็ดหน่วย ในพ.ศ.2477 และได้แผ่ขยายไปยังบ้านใหม่พัฒนา บ้านแจ่มหลวง และบ้านเด่น ส่วนศาสนาพุทธได้มายังพื้นที่นี้เมื่อ 300 กว่าปีมาแล้วจากการสันนิษฐานวัดที่เก่าแก่ที่สุดคือ วัดจันทร์ จากการสำรวจพบว่า ชาวปกาเกอะญอ นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 54.1 ศาสนาคริสต์ประมาณร้อยละ 39 ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาดั้งเดิม กลุ่มชาติพันธุ์ม้งและลีซูนับถือศาสนาดั้งเดิมประมาณ ร้อยละ 82.9 และ 97.6 ตามลำดับ ความแตกต่างด้านศาสนานั้นได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ดังจะเห็นได้จากกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและความเชื่อต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ ละทิ้งพิธีกรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย การทำไร่ การมัดมือ อย่างไรก็ตาม เร็วๆนี้ บางหมู่บ้านที่นับถือศาสนาคริสต์ได้รื้อฟื้นประเพณีบางอย่าง รวมทั้งการฟื้นฟูบทบาทของฮีโข่ด้วยการแต่งตั้ง ฮีโข่ขึ้นมา ต่อมามิชชันนารีได้ตั้งโรงเรียนสหมิตรวิทยา ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนแห่งแรก และเป็นการนำการศึกษาสมัยใหม่ เข้าสู่พื้นที่มือเจะคี

พื้นที่มือเจะคี ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อโครงการหลวงได้ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว และการเข้ามาขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ที่ต้องการป่าสนไปแปรรูปเป็นไม้เศรษฐกิจ พบว่า ปัจจุบันนี้ชาวบ้านหลายหมู่บ้าน เช่น บ้านเด่น บ้านกิ่วโป่ง บ้านใหม่พัฒนา ต่างไม่ได้ปลูกพืชในโครงการหลวง เนื่องจากต้องลงทุนสูงแต่ ได้ผลตอบแทนต่ำ แต่พบว่าบางหมู่บ้านเช่น บ้านแอะเอาะ บ้านห้วยเขียดแห้ง บ้านขุนแม่รวม บ้านดงสามหมื่น บ้านแม่ตะละ ต่างปลูกพืชเศรษฐกิจเช่น แครอท มันอะลู สตรอเบอร์รี่ กะหล่ำปลี ส่งให้แก่นายทุน

ข. พื้นที่ที่ตั้งศูนย์ราชการอำเภอกัลยาณิวัฒนา อยู่บนพื้นที่ตั้งหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและอยู่ในพื้นที่ที่มีทัศนียภาพสวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว จึงทำให้ชาวกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆนี้ ดังนั้น ชุมชนกะเหรี่ยง จึงมีความตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะชาวบ้านที่ตั้งอยู่บริเวณบ้านวัดจันทร์ บ้านเด่น บ้านใหม่พัฒนา บ้านกิ่วโปง และบ้านแจ่มหลวง ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์ราชการฯ ได้ร่วมกันบริจาคที่ดินเพื่อสร้างศูนย์ราชการ ขณะเดียวกันพบว่า เริ่มมีการซื้อขายที่ดินทั้งที่พื้นที่นี้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้ว่าหมู่บ้านเหล่านี้มีการจัดทำแนวเขตที่ดิน การสำรวจการใช้ประโยชน์จากที่ดินเรียบร้อยแล้ว

ค. เป็นที่น่าสังเกตว่าทางราชการได้นำวาทกรรม “การมีส่วนร่วม” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเองในการพัฒนาพื้นที่นี้ แต่ความจริงแล้วแผนงาน/โครงการต่างๆ ราชการได้คิดและวางแผนไว้แล้วดังเช่น การสร้างวาทกรรมการมีส่วนร่วม การออกแบบอาคารที่ว่าการอำเภอฯ ซึ่งราชการได้ออกแบบแล้ว และต้องการให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมด้วยการยกมือเห็นชอบแบบอาคารฯ เท่านั้น และปฏิเสธการมีส่วนร่วมออกแบบอาคารโดยสภาแอะมือเจะคี ที่เสนออัตลักษณ์ชาติพันธุ์บนอาคารฯนั้น ปัจจุบันนี้ นอกจากอาคารที่ว่าการอำเภอ ฯ แล้วยังมีอาคารอื่นๆ ที่ราชการได้ออกแบบไว้แล้วบนที่ดินที่ชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคให้ 82 ไร่ กรณีตัวอย่าง ราชการได้อ้างการมีร่วมส่วนเพื่อให้ชาวบ้านร่วมสร้างจินตนาการในการสร้างอำเภอในฝัน ตามตัวแบบของราชการ และดูเหมือนว่า ราชการจะเคารพความคิดเห็นของชาวบ้านโดยใช้วิธีการประชาธิปไตยเสียงข้างมาก เพื่อกลบเกลื่อนความคิดเห็นที่แตกต่าง

ง. ชาวกะเหรี่ยงได้เคยมีประสบการณ์ในการปกป้องป่าสน ในมือเจะคี มิให้หน่วยงานภายนอกคือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) เข้ามาตัดไม้สนไปใช้เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้สำเร็จใน พ.ศ.2535 แกนนำ บางส่วนในขณะนั้นได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับการเกิดขึ้นของอำเภอกัลยาณิวัฒนา ได้รวมตัวกันเป็นสภาแอะมือเจะคี เพื่อสังเกตการณ์พัฒนาในพื้นที่เขตวัฒนธรรมชาติพันธุ์มือเจะคี และมีความเป็นห่วงเป็นใยว่าการพัฒนาจะทำลายวิถีชีวิต และวัฒนธรรมกะเหรี่ยง ในช่วงปีที่ผ่านมา การทำงานของสภาฯยังไม่สามารถทำให้ราชการและชาวบ้านเข้าใจบทบาทของสภาฯ คือ ผู้ถ่วงความเจริญ ต่อต้านการพัฒนา ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การนำเสนอความต้องการ และการมีส่วนร่วมไปยังราชการไม่สามารถดำเนินไปได้เท่าที่ควร